มะม่วง เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกสภาพ แต่หากจะปลูกมะม่วง

ในเชิงพาณิชย์และเพือการส่งออกจะต้องเลือกพื้นที่ค่อนข้างดอนน้ำไม่ท่วมขัง กรณีพื้นที่เป็นทีลุ่มจะต้องยกร่องเพือป้องกันน้ำท่วมขัง เพราะนิสัยของมะม่วงแม้จะทนต่อสภาพน้ำท่วมขังแต่หากน้ำท่วมนานๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต อีกประการที สำคัญคือ แปลงมะม่วงทีมีน้ำท่วมขังมักเกิดปัญหาโรคเข้าทำลายได้ง่ายกว่าแปลงปลูกทีมีการระบายน้ำดี

การเตรียมพื้นที่

การเตรียมพืนทีปลูก“พืนทีดอน” การปลูกมะม่วงในพืนที่ดอนจะต้องปรับพืนทีให้ค่อนข้างเรียบเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน เก็บเศษไม้และก้อนหินออกให้หมด จากนันให้ไถดินตากไว้ ประมาณ 1-2 สัปดาห์

การเตรียมพื้นที่ปลูก “พื้นที่ลุ่ม” สำหรับในพื้นที่ลุ่มอาจจะมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มที่มีประวัติน้ำท่วมขังสูง ถ้าระดับน้ำเคยท่วมสูงมากจะต้องทำคันกันน้ำให้สูงกว่าระดับที่น้ำเคยท่วมมาก่อนประมาณ 0.5-1 เมตร แล้วจึงยกร่อง แต่หากน้ำขังไม่มากให้ใช้วิธีการยกร่องอย่างเดียวก็พอ การขุดร่องโดยทั่วไปแล้วควรจะต้องให้สันร่องมีความกว้างประมาณ 5 เมตร ตัวร่องน้ำกว้างประมาณ 1.50-2 เมตร ส่วนความลึก ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแปลง ทีต้องกำหนดให้มีสันร่องกว้างๆ  ก็เพื่อความสะดวกของผู้ปฏิบัติงาน คนงานสามารถห่อผลผลิตได้ มีพื้นที่ในการตั้งบันได

ระยะปลูก ระยะปลูกระหว่างต้นและแถวที่แนะนำคือ 6 x 6 เมตร จำนวน 45 ต้นต่อไร่   หรือจะเลือกเอาตามความเหมาะสมของพื้นที่  (8x8 เมตร, 6x5 เมตร)

                        ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การใสปุ๋ยมะม่วงที่ถูกวิธี         ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การใสปุ๋ยมะม่วงที่ถูกวิธี

 

 

 

การปลูก  เมื่อเราได้กิ่งพันธุ์มาแล้ว ก่อนปลูกประมาณ 1-2 วัน ต้องงดน้ำเพื่อให้ดินในถุงแห้งป้องกันดินแตกเวลาปลูก (ดูว่าให้แค่พอแห้งไม่ใช่ปล่อยจนมะม่วงเหี่ยว) ก่อนปลูกอาจรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี ถ้าปลูกแปลงใหญ่ แนะนำให้ขุดหลุมให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยปลูกทีหลัง เพื่อความสะดวกในการเล็งต้นให้เป็นแนวตรงกัน ที่สำคัญก่อนปลูก เวลาวางกิ่งพันธุ์ ห้ามให้กิ่งพันธุ์ล้มหรือนอน เพราะกิ่งพันธุ์จะตายได้ง่าย ต้องวางกิ่งพันธุ์ให้ตั้งเท่านั้น

ข้อควรระวังในการปลูก

1. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

2. ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง  และลึกประมาณ 50-75 เซนติเมตรขึ้นอยู่กับสภาพดิน

3. ผสมหน้าดินกับปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัม  และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตจำนวน 500 กรัม เข้าด้วยกัน

4. รดน้ำต้นพันธุ์ให้ชุ่มเพื่อสะดวกในการถอดถุง ยกถุงต้นกล้าไม้วางในหลุมโดยให้ระดับของดิน    ในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย

5.ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุง ทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา) ดึงถุงพลาสติกออก   โดยระวังอย่าให้ดินแตก  กลบดินที่เหลือลงในหลุม 

6. ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด  เพื่อป้องกันลมโยก

7. หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น  เช่น  ฟางข้าว  หญ้าแห้ง

8. รดน้ำให้ชุ่ม

9. ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสดงแดด

การเตรียมหลุมปลูก หากเป็นพืนทีขนาดใหญ่แนะนำให้ใช้เครืองเจาะหลุมช่วย เป็นการประหยัด เวลาและช่วยประหยัดค่าแรงงานไปได้มาก เครืองเจาะทีนิยมใช้โดยทัวไปจะมีขนาดหลุม กว้าง 50-75เซนติเมตร เจาะลึกลงไปประมาณ 50 เซนติเมตร แต่หากเป็นการปลูกไว้ตามสวนหลังบ้านแบบบ้านละ 1-2

ต้น ให้ใช้จอบขุดหลุมกว้าง ยาว และ ลึก 50 เซนติเมตร ก็พอ หลังขุดหลุมเสร็จให้หาปุ๋ยคอกเก่ามาผสมกับ

ดินทีขุดขึนมา ต้นละ 5 กก. พยายามใช้จอบผสมคลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากันดีเพราะหากผสมไม่ดีอาจมีปัญหาทำให้มะม่วงทีปลูกใหม่ตายเพราะปุ๋ยคอกได้ เมือผสมเสร็จให้โกยดินทีผสมลงในหลุมเหมือนเดิม โดยพูนดินให้เป็นในลักษณะหลังเต่า ทิงเวลาไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงเริมปลูกมะม่วงได้ แต่บางครั้งพบเกษตรกรบางรายใช้วิธีขุดหลุมแล้วปลูกเลยปุ๋ยคอกจะนำมาใส่ทีหลัง วิธีนีก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะคนที่ปลูกในพืนทีมากๆ  และไม่สามารถหาแรงงานในการเตรียมหลุมได้

พันธุ์มะม่วงทีน่าปลูก เกษตรกรหลายรายมักตังคำถามว่า “จะปลูกมะม่วงพันธุ์อะไรดี” คำถามนียังไม่มีใครกล้าตอบแบบฟันธงได้ เพียงแต่สามารถให้คำแนะนำเพือประกอบการตัดสินใจว่าควรจะเลือกปลูกพันธุ์อะไรดี แต่จากข้อมูลทังภาครัฐและเอกชนต่างยอมรับว่า พันธุ์มะม่วงที่มีผู้นิยมปลูกเป็นการค้ามากทีสุดของบ้านเราในปัจจุบันนีได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้ (ทังพันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งทังสองพันธุ์เป็นมะม่วงบริโภคผลสุก) และมะม่วง R2E2 เพราะเป็นพันธุ์ทีตลาดมีความต้องการสูง ขายได้ราคามีตลาดทังภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง และ R2E2 ตลาดต่างประเทศเพื่อการส่งออกเพิมขึ้นอย่างต่อเนือง ส่วนมะม่วงในกลุ่มบริโภคผลดิบหรือมะม่วงมัน เช่น เขียวเสวย แรด ฟ้าลัน เพชรบ้านลาด มันขุนศรี ฯลฯ พื้นทีปลูกมีไม่มากนักและกำลังลดลงเรือยๆ  เพราะขายได้ราคาต่ำกว่าพันธุ์น้ำดอกไม้ เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการน้อย

แต่ปัจจุบันมีข้อสังเกตว่าในช่วง 1-2 ปี ทีผ่านมา มะม่วงกินดิบหรือมะม่วงมันพันธุ์เขียวเสวยและแก้วเขมร ราคาภายในประเทศมีราคาสูงมาก เนืองจากเป็นทีนิยมของผู้บริโภค ราคาเขียวเสวยในฤดูขายจากสวนได้ราคาเฉลียถึง 50 บาท ต่อกิโลกรัม

การเตรียมกิงพันธุ์ มีปราชญ์หลายท่านพูดว่า “การเริมต้นทีดีมีชัยไปกว่าครึ” การทำสวนมะม่วงก็เช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจเลือกซือกิงพันธุ์จะต้องแน่ใจว่ากิงพันธุ์ทีเราจะซื้อมาปลูกนันดีจริง เกษตรกรสวนมะม่วงหลายรายมีวิธีในการเลือกซือกิงพันธุ์ ดังนี

1. จะต้องเป็นกิงพันธุ์แท้ ตรงตามพันธุ์ทีเราต้องการ ปัญหาเรืองการซือมะม่วงพันธุ์หนึงแล้วได้อีกพันธุ์หนึงไปแทน เป็นปัญหาทีพบเห็นได้ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะกิงพันธุ์ทีออกมาขายกันใหม่ๆ  ราคาแพงๆ  หากซือไปแล้วเป็นพันธุ์ปลอม นอกจากจะเสียเงิน เสียเวลา แล้วยังชาใจไปอีกนาน ในเรืองนี้ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ในช่วงทีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองออกขายใหม่ๆ  คนแห่ปลูกกันมาก ปลูกไปได้ไม่นาน มะม่วงทีออกมากลับไม่เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง แต่เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 แทน ดังนันก่อนซือจะต้องซือจากแหล่งทีเชือถือได้

2. เป็นกิ่งแข็งแรง สมบูรณ์ กิงมะม่วงทีจะนำมาทำพันธุ์จะต้องเป็นกิงทีแข็งแรงปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นกิงใหญ่จะต้องมีขนาดสมดุลกับต้นตอ ไม่ใช่กิงใหญ่แต่ต้นตอเล็กมาก จะพบปัญหาด้านการเจริญเติบโต การเลือกกิงพันธุ์จะต้องเป็นกิงทีตัดชำมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ใบไม่เหียวแห้ง กิงทีดีใบจะต้องเขียวเป็นมัน แสดงว่าระบบรากขยายดีพร้อมปลูก

3. ต้องขยายพันธุ์จากต้นทีไม่เคยราดสารแพคโคลบิวทราโซลมาก่อน เพราะหากเราใช้กิงพันธุ์ที่ผ่านการราดสารมาปลูก มักพบปัญหากิงเลือยและต้นไม่ค่อยเจริญเติบโต เวลาซื้อให้สังเกตง่ายๆ  หากพบว่ากิงพันธุ์ทีซือมามีลักษณะเลือยยอดไม่ตังเหมือนมะม่วงปกติ แสดงว่าขยายพันธุ์มาจากต้นทีผ่านการราดสารมาแล้ว ควรหลีกเลียง

 

การให้น้ำมะม่วง

มะม่วงปลูกใหม่ การปลูกมะม่วงในระยะแรกจะต้องให้น้ำ ให้ดินมีความชืนอยู่เสมอโดย

 ให้ดูจากความชืนของดินเป็นหลัก กรณีปลูกมะม่วงหน้าฝนอาจจะไม่ต้องรดน้ำเลยก็ได้ แต่หากเป็นช่วงฤดูแล้งอาจจะต้องรดน้ำ 3-4 วัน ต่อครั้ง ขึนอยู่กับสภาพของดินและอากาศ ในช่วงฤดูแล้งเกษตรกรหลายท่านใช้ฟางข้าวมาคลุมทีโคนต้นมะม่วงเพื่อลดการระเหยของน้ำทำให้ดินมีความชืนได้นานขึน เว้นระยะเวลาในการรดน้ำนานออกไปได้ สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอสำหรับมะม่วงปลูกใหม่ก็คือ ห้ามขาดน้ำโดยเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแตกใบอ่อน หากขาดน้ำต้นมะม่วงอาจตายได้ และต้นมะม่วงที่ได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าต้นมะม่วงที่ขาดน้ำอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับมะม่วงที่โตแล้วและกำลังติดผล  อาจมีการให้น้ำบางระยะเท่านั้น  ช่วงที่มะม่วงต้องการน้ำมากที่สุด มีอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงที่มีการเจริญเติบโตทางกิ่งและใบ และช่วงระยะติดผลอ่อน สำหรับช่วงก่อนออกดอกมะม่วงต้องการน้ำน้อยหรือไม่ต้องการน้ำเลย  แต่ช่วงที่มะม่วงติดผลแล้ว จะมีความต้องการน้ำค่อนข้างสูง  และต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

วิธีใส่ปุ๋ยกับมะม่วง

ปุ๋ยปรับโครงสร้างสภาพดิน มะม่วงเป็นไม้ผลที่ชอบดินที่ร่วนซุย มีการระบายน้ำและอากาศที่ดี จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นพวกปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยน้ำปรับปรุงสภาพดิน ให้เป็นประจำทุก ๆ  ปี อาจใส่ปีละสองครั้งคือ ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฝน ทั้งนี้ก็เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง ถึงแม้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จะมีธาตุอาหารไม่มากนัก แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อดินในระยะยาว นอกจากจะช่วยทำให้ดินดีขึ้นแล้ว ยังสร้างความสมดุลให้กับปุ๋ยเคมีที่เราใส่ให้กับต้นมะม่วง ทำให้ปุ๋ยเคมี ที่ใส่ลงไปนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น

ปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ และให้ประโยชน์แก่ต้นพืชอย่างรวดเร็ว สำหรับดินที่เห็นว่าขาดธาตุอาหารจึงควรใส่ปุ๋ยเคมีบ้าง จะทำให้ต้นมะม่วงโตเร็ว สมบูรณ์ ให้ดอกให้ผลได้มากและสม่ำเสมอ

ระยะกล้าพันธุ์ การใส่ปุ๋ยเคมีให้ต้นมะม่วง อาจให้ตั้งแต่ระยะที่ต้นมะม่วงยังเป็นต้นกล้า โดยใช้ปุ๋ยแอมโมเนี่ยมซัลเฟต 2 - 4 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 ปี๊บ รดที่ต้นกล้าเดือนละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ต้นกล้าโตเร็ว แข็งแรงสามารถนำไปปลูกหรือใช้เป็นต้นตอได้เร็ว

มะม่วงลงแปลง เมื่อนำต้นมะม่วงไปปลูกในแปลงจริง การใช้ปุ๋ยฟอสเฟตหรือกระดูกป่นใส่รองพื้นหลุม ก็จะช่วยให้รากมะม่วงเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ต้นตั้งตัวและเติบโตเร็ว ส่วนต้นมะม่วงที่โตแล้ว

มะม่วงที่ยังไม่ให้ผล สำหรับต้นมะม่วงที่ยังไม่ให้ผล อาจใช้ปุ๋ยสูตร 4-7-5 หรือ 4-9-3 ใส่ให้แก่ต้นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน

มะม่วงที่ให้ผลแล้ว สำหรับต้นมะม่วงที่ให้ผลแล้ว อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ก็ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยเคมี เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเสียก่อน เพื่อให้ได้ผลอย่างเต็มที่ ไม่เกิดการสูญเปล่า เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ  ของแต่ละท้องที่มีความแตกต่างกัน อีกประการหนึ่งต้นมะม่วงเป็นไม้ผลที่มีขนาดใหญ่ รากสามารถหยั่งลึกหาอาหารได้ไกล ๆ  ถ้าดินนั้นเป็นดินดี อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารอยู่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีก็ได้ ให้ปรับปรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำปรับสภาพโครงสร้างดิน(ปุ๋ยที่ได้จากการหมักอินทรีย์)อยู่เสมอก็น่าจะเพียงพอแล้ว

           http://www.chaipat.or.th/chaipat/images/stories/report/Nanticha/News/2014/June/25_June_2014/saraburi/wat_20140625-4.jpg         

วิธีการใสปุ๋ย

ต้นมะม่วงที่ยังเป็นต้นกล้า หรือต้นมะม่วงที่ยังเล็กอยู่ แนะนำให้ขุดพรวนรอบ ๆ  ต้น (ประมาณครึ่งฝ่ามือ) แล้วหว่านปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก จากนั้นจึงหว่านปุ๋ยเคมีตามลงไปกลบดินบางๆ  แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ต้นมะม่วงที่โตแล้ว อาจใช้วิธีขุดเป็นรางดินรอบต้นภายในรัศมีของทรงพุ่ม (ประมาณ 1 เมตร) โดยขุดให้ลึกประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักลงไป ตามด้วยปุ๋ยเคมี แล้วกลบดินรดน้ำให้ชุ่มเป็นอันเสร็จขั้นตอนครับ

การตรวจวิเคราะห์ดิน

ควรมีการตรวจวิเคราะห์ดินและใบอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำจากการวิเคราะห์ดินและใบได้ถูกต้อง ประหยัดและได้ผลคุ้มค่า การใส่ปุ๋ยมีหลัก ดังนี้

1. ปริมาณปุ๋ยที่ให้ทั้งหมดเท่ากับครึ่งหนึ่งอายุต้น  ยกเว้นปุ๋ยทางใบควรใช้ปริมาณ 20 กรัม/

น้ำ 20 ลิตร

2. มะม่วงเล็กที่ยังไม้ให้ผล  อายุ 1–3 ปี  ควรใส่สูตรเสมอ 15–15–15 หรือ 15–15–15

3. มะม่วงที่ให้ผลแล้วบำรุงต้น ควรใส่สูตร เช่น 16–16–16 หรือ 15–15–15

4. สร้างตาดอก  ควรใช้สูตร 8–24–12 หรือ 8–24–24

5. บำรุงผลควรใช้สูตร 15–15–15 หรือ 16–16–16

6. ปรับปรุงคุณภาพ  ควรใช้สูตร 8–24–24 หรือ 13–13–21

 

การปฏิบัติงานอื่น ๆ  

การตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งมะม่วงขนาดเล็ก  เมื่อต้นมะม่วงสูงในระยะ 1 เมตร (แต่สำหรับมะม่วงระยะชิดควรเป็น 0.5 เมตร)  แต่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขา  ควรใช้กรรไกรหรือมีดคมตัดปลายยอดทิ้ง  เพื่อให้แตกกิ่งก้านสาขาแล้วเลือกกิ่งที่แข็งแรงไว้เพียง 3-4 กิ่ง  โดยแต่ละกิ่งทำมุมเท่า ๆ  กันแล้วตัดกิ่งอื่นที่ไม่ต้องการออก 

การตัดกิ่งมะม่วงที่ให้ผลแล้ว  ควรทำการตัดกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วทุกปี  โดยเริ่มจากกิ่งใดกิ่งหนึ่งจากโคนกิ่งไปยังปลายกิ่งจนครบทุกกิ่ง  โดยทำการตัดกิ่งกระโดง  กิ่งน้ำค้าง  กิ่งไขว้  กิ่งแห้ง  กิ่งเป็นโรคแมลง  กิ่งฉีกหักเสียหาย  และกาฝาก  กิ่งซ้อนทับตำแหน่งกิ่งใหญ่ ๆ  ที่มีกิ่งเล็กกิ่งน้อย  ให้ตัดออก  ตำแหน่งกิ่งใหญ่ ๆ ทีมีกิ่งเล็กกิ่งน้อย  ให้ตัดออก  ตำแหน่งปลายกิ่งที่แตกเป็นกระจุกให้ตัดไว้เหลือ 2 – 3 กิ่งที่เหมาะสม

 

การป้องกันกำจัด(ควรป้องกันมากกว่ากำจัด)   ควรมีการสำรวจสถานการณ์ศัตรูพืชที่มีปริมาณมากพิจารณาใช้สารเคมี  ดังนี้

ศัตรูพืช

1. เพลี้ยจักจั่น  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยคาร์บาริล  เอ็นโดซัลเฟน  แลมด้า  ไซฮาโลทริล

ไฮฟลูทริน  เฟนิโตรไธออน  อิมิดาคลอร์พริด  เฟ็นปาร์โรปาทริน 10% E

2. เพลี้ยไฟ  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยเอ็นโดซัลเฟน  แลมด้า  ไซฮาโลทริน  ไดเมทโธเอท

ระยะแตกใบอ่อน  แทงช่อ  ติดผลขนาดมะเขือพวง

3. โรคแอนแทรคโนส  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยสารแมนโคเซบ  คาร์เบ็นดาซิม  และ

 อะซ็อสซี่สโตรบิน  เบนโนมิล  โปรคลอราช

4. โรคราแป้งขาว  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยกำมะถัน  พาราโซฟอส  ไมโครบิวทานิล

ไตรอะไดมีฟอน

5. แมลงวันผลไม้  ป้องกันโดยใช้ตัวห้ำ  เช่น  มดคัน  การรมควัน  การห่อผล  การใช้สาร ล่อ  เช่น เมทธิลยูจินอล  ผสม เฟนิโตรไธออน  หรือ ไตรคลอร์ฟอน

6. ด้วงกัดใบมะม่วง  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยเฟนิโตรไธออน  สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์      คาร์บาริล  คาร์โบซัลแฟน

7. หนอนเจาะผลมะม่วง  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยเมทามิลโดฟอส  ขณะที่มะม่วงติดผลอ่อน

8. หนอนเจาะยอดมะม่วง  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยคาร์บาริล คาร์โบซัลแฟนช่วงแตกใบอ่อน

 9. ด้วงกัดกินดอกและใบอ่อน  ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยคาร์บาริล  คาร์โบซัลแฟน

วัชพืช ควรมีการกำจัดวัชพืชด้วยวิธีการตัด ไม่ควรใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช

 

การห่อผล

ระยะที่ต้องห่อผล ควรมีการห่อผลที่อายุ 50-60 วัน  หลังดอกบานหรือผลมีขนาดเท่าไข่ไก่  เพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้วางไข่  ลดความรุนแรงการทำลายของแอนแทรคโนสและทำให้ผิวสวย  ถุงควรเป็นถุง 2 ชั้น  ด้านในเป็นกระดาษดำ

การห่อต้องประณีต เพื่อป้องกัน แมลง  กิ่ง และก้านทำให้ผิวเสีย น้ำฝน และน้ำค้างลงขั้ว และใช้ถุงสำหรับห่อใหม่ทุกครั้ง มีการฝึกอบรมคนงานห่อให้เข้าใจในการห่อ ก่อนห่อควรพ้นสารป้องกันแมลงแล้วปล่อยให้แห้งแล้วจึงห่อผล

  http://www.phtnet.org/article/images/a52_2.png          http://research.rae.mju.ac.th/raebase/images/stories/knowlege/02-53/6.jpg

                                    วิธีการห่อผลมะม่วงที่ถูกต้อง

การเก็บเกี่ยวและการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เป็นช่วงที่จะได้รับผลตอบแทนจากการปฏิบัติดูแลรักษา ดังนั้น ควรทำด้วยความประณีต โดยพิจารณาจาก

1. อายุการเก็บเกี่ยว  โดยมะม่วงเพื่อการบริโภคสด ต้องเก็บผลแก่  แต่ยังไม่สุก  คือมีการพัฒนา    ทางสรีระมากเพียงพอที่จะสามารถสุกได้เป็นปกติ  สังเกตจาก

1.1 นวลที่ผิว  สีของผล  สีของเนื้อ

1.2 นับจำนวนวันจากการติดผลหรือแทงช่อดอกจนถึงเก็บเกี่ยว (สภาพอากาศมีส่วนให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้)  เช่น  มะม่วงน้ำดอกไม้ออกดอกในฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวใช้เวลา  85 – 90 วัน  แต่ถ้าออกดอกฤดูหนาวต้องใช้ช่วงเวลาประมาณ 110 – 120 วัน

1.3 ทดสอบโดยการลอย-จม น้ำ  มะม่วงแก่จมน้ำ อ่อนจะลอยน้ำ(ใช้ไม่ได้กับมะม่วงทุกชนิด แต่มะม่วงน้ำดอกไม้ใช้ได้และนิยมทำกัน)

2. วิธีการเก็บเกี่ยว   ต้องเก็บด้วยความระมัดระวัง โดยวิธีการเก็บเกี่ยวให้เหลือขั้วผลยาวป้องกันน้ำ    ยางไหลจากผล และยืดเวลาไม่ให้เชื้อราเข้าทางขั้ว (ควรรีบนำผ่านขบวนการล้างโดยใช้เวลาจากเก็บเกี่ยวถึงการล้างไม่ควรเกิน 6 ช.ม.)  รีบนำเข้าที่ร่มและขนบ้ายไปยังโรงเรือนคัดบรรจุ

 3. การคัดเลือกคุณภาพผลผลิต  โดยคัดเลือกผลที่มีตำหนิโรค แมลงรบกวน รอยธรรมชาติที่ไม่มากเกิน  ตัดขั้วมะม่วงให้มีความยาวประมาณ 1 ซม. คัดขนาดผลและและความสวยงามทั้งรูปลักษณ์ รอบแผล

ตำหนิต่าง ๆ  เพื่อแยกเกรดในระดับคุณภาพ บรรจุลงภาชนะ หรือปฏิบัติขั้นตอนเพื่อการเก็บรักษา ขนส่งหรือจำหน่ายต่อไป

หวังว่ารายละเอียดนี้คงเป็นปะโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการปลูกมะม่วงทั้งในเชิงพาณิชย์ และไว้แจกเพื่อน ๆ  ญาติมิตร หรือรับประทานเอง มะม่วงสวย รสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และปลอดภัยจากสารเคมี เพราะทำเอง ใช้เอง และรับประทานเอง นี่คือ “เกษตรกรมืออาชีพ” ไม่ใช่อาชีพเกษตรกรครับ...

 


Dr.Chadyl Nimnual

Managing Director

 

CYR Agro Tech Center Co., Ltd.

19/19 Ratcahphruk Road, Chimplee, Taling-Chun, Bangkok 10170, Thailand.

Tel:(662)448-6448,(662)886-225-7, Fax: (662)448-6800

e-Mail : chadyl@windowslive.com , cnimnual@gmail.com