พระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีไปถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

๖ ตุลาคม ๒๕๔๗
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำเผยแพร่

ลูกพ่อ
      ในพื้นแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด   มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว
ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว ทุกคนปรารถนาความสว่าง ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน
แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่าง หรือความดีนั้น
ทางที่จักไปให้ถึงความดีคือรักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่นสามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้          
พ่อขอบอกลูกดังนี้
1.   ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต..ปัจจุบัน..อนาคต
2.   มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม
3.   มีความสันโดษ คือ         
- มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ  พอใจตามมีตามได้ คือได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด 
ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือมีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
- ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
- พอใจตามสมควร คือทำงานให้มีความพอใจเหมาะสมแก่งาน                     
- ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน    
4.   มีความมั่นคงแห่งจิต
คือให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ให้ภาวนาว่า...มีลาภ มียศ สุขทุกข์ปรากฎ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกา นึกว่า ‘ชั่งมัน’ 

พ่อ
๖/๑๐/๒๕๔๗

     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชปรารภทิ้งท้าย
“ฉันหวังว่าคำสอนพ่อที่ฉันได้ประมวลมานี้
จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ที่ได้พบเห็น
และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน
ฉันรักพ่อฉันจัง
"สิรินธร”


  จาก blog ของ ศ.น.พ.วิจารณ์  พานิช

 

 

      สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่ง ที่ได้รับพระราชหัตถเลขาฉบับดังกล่าว ในยามที่พระมหากษัตริย์ผู้สถิตอยู่เหนือชีวิตไพร่ฟ้าแลพระศาสนาแห่งราชอาณาจักรสยาม
ทรงมีความระทมทุกข์ เศร้าโศกเสียพระหฤทัยหนักเพียงนี้       จึงทรงพระนิพนธ์ถวายตอบพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทันที
และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรพระนิพนธ์แล้ว
ก็ทรงกลับมีพระมานะอดทน กลับมายอมรับการถวายรักษาพยาบาล
เพื่อทรงร่วมต่อสู้กับปวงไพร่ฟ้าข้าไทของพระองค์อีกครั้ง
  ขอเดชะเบื้องบาทวรราชะปกศร โรตม์ข้าผู้มั่นมีมานะตั้งกตัญญู
ได้รับพระราชทานอ่านราชนิพันธ์ดู ทั้งโคลงและฉันท์ตูข้าจึงตริดำริตาม
อันพระประชวรครั้งนี้แท้ทั้งไผทสยาม เหล่าข้าพระบาทความวิตกพ้นจะอุปมา
ประสาแต่อยู่ใกล้ทั้งรู้ใช่ว่าหนักหนา เลือดเนื้อผิเจือยาให้หายได้จะชิงถวาย
ทุกหน้าทุกตาดูบพบผู้จะพึงสบาย ปรับทุกข์ทุรนทุรายกันมิเว้นทิวาวัน
     
  ดุจเหล่าข้าพละนาวะเหว่ว้ากะปิตัน นายท้ายฉงนงันทิศทางก็คลางแคลง
นายกลประจำจักรจะใช้หนักก็นึกแหนง จะรอก็ระแวงจะไม่ทันธุระการ
อึดอัดทุกหน้าที่ทุกทวีทุกวันวาร เหตุห่างบดียานอันเคยไว้น้ำใจชน
ถ้าจะว่าบรรดากิจก็ไม่ผิด ณ นิยม เรือแล่นยทะเลลมะเปรียบต่อก็พอกัน
ธรรมดามหาสมุทรมีคราวหยุดพายุผัน มีคราวสลาตันตั้งระลอกกระฉอกฉาน
     
  ผิวพอกำลังเรือก็แล่นรอดไม่ร้าวราน หากกรรมจะบันดาลก็คงล่มทุกลำไป
ชาวเรือก็ยาอมรู้ฉนี้อยู่ทุกจิตต์ใจ แต่ลอยอยู่ตราบใดต้องจำ
แก้ด้วยแรงระดมแก้รอดตลอดฝั่งจะรอดทั้งจะชื่นชม เหลือแก้ก็จำจมให้ปรากฏว่าถึงกรรม
ผิวทอดธุระนิ่งบวุ่นวิ่งเยียวยาทำ ที่สุดก็สูญลำเหมือนที่แก้ไม่หวาดไหว
ผิดกันแต่ถ้าแก้ให้เต็มแย่จึงจมไป ใครห่อนประมาทใจว่าขลาดเขลาและเมาเมิน
     
  เสียทีก็มีชื่อได้เลื่องลือสรรเสริญ สงสารว่ากรรมเกินกำลังดอกจึงจมสูญ
นี้ในน้ำใจข้าอุปมาบังคมทูล ทุกวันนี้อาดูรแต่ที่พระประชวรนาน
เปรียบตัวเหมือนอย่างม้านี้เป็นพาหนะยาน ผูกเครื่องบังเหียนอานประจำหน้าพลับพลาชัย
คอยพระประทับอาสน์กระหยับบาทจะพาไคล ตามแต่พระทัยไท ธ จะชักไปซ้ายขวา
ไกลใกล้บได้เลือกจะกระเดือกเต็มประดา ตราบเท่าจะถึงวาระชีวิตมลายปราณ
     
  ขอตายให้ตาหลับด้วยชื่อนับว่าชายชาญ เกิดมาประสบภารธุระได้บำเพ็ญทำ
ด้วยเดชะบุญญาภินิหารแห่งคำ สัตย์ข้าจงได้สำฤทธิดังมโนหมาย
ขอจงวราพาธบรมนาถเร่งเคลื่อนคลาย พระจิตต์พระวรกายจะผ่องพ้นที่หม่นหมอง
ขอจงสำเร็จราชะประสงค์ที่ทรงปอง ปกข้าฝ่าละอองพระบาทให้สามัคคี
ขอเหตุที่ขุ่นขัดจะวิบัติพระขันตี จงคลายเหมือนหลายปีจะลืมเลิกละลายสูญ
ขอจงพระชนมายุสถาวรพูน เพิ่มเกียรติอนุกูลสยามรัฐพิพัฒน์ผลฯ
   
                 หลังจากทรงหายอาการประชวร ทรงมีพระหฤทัยแน่วแน่ที่จะทำนุบำรุง ดำรงแผ่นดินสยามให้สืบต่อไปภายภาคหน้า
         ไม่ขอปองเป็นเช่น "ทวิราช" เช่นในอดีต จึงทรงให้ปรับปรุงระบบกองทัพสยามขึ้นใหม่
ด้วยทรงพิจารณาเห็นว่า เพียงการว่าจ้างชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับการเรือ และป้อม
รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางการทหารนั้น ไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศสยามเอาไว้ได้อีกแล้ว
จึงโปรดส่งพระราชโอรสทั้งหลายออกไปศึกษาวิชาการ วิชาทหารและวิทยาการทั้งปวง ณ ทวีปยุโรป
รวมทั้งให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษา การทหาร การปกครองภายในประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ให้ถูกต้องเหมาะสมตามแบบแผนของสากล
        
  เพราะไม่ปองเป็นเช่น"ทวิราช" ไทยทั้งชาติจึงกลับมามีศักดิ์ศรี
โลกแซ่ซ้อง ราโชบาย ผูกไมตรี หลากวิธีขึ้นทัดทานชาติศัตรู
แดนสยามจึงรอดพ้นจากหุบเหว
วิลาศเลว เศษฝรั่ง ควรได้รู้
พระปณิธาน นำสยาม ลุกยืนสู้ ให้โลกดู ชูธงไทย ใจอารยชน